รู้จักความแตกต่างระหว่าง Solar On-Grid และ Solar Hybrid + Battery
พร้อมแนวทางออกแบบระบบโซลาร์เซลล์ให้เหมาะสมกับพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วม เพื่อเพิ่มความปลอดภัยและความต่อเนื่องในการใช้พลังงาน
ในช่วงฤดูฝนหรือสถานการณ์น้ำท่วม นอกจากความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นกับบ้าน อาคาร และทรัพย์สินแล้ว
อีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่ไม่ควรมองข้ามคือ ความปลอดภัยของระบบไฟฟ้าและความต่อเนื่องในการใช้พลังงาน
โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีระดับน้ำสูง การไฟฟ้าอาจจำเป็นต้องงดจ่ายไฟในบางจุดเพื่อป้องกันอันตรายจากกระแสไฟฟ้ารั่ว ซึ่งการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA) ได้ให้ความสำคัญกับการเฝ้าระวัง ตรวจสอบระบบจำหน่ายไฟฟ้า และดำเนินมาตรการด้านความปลอดภัยในพื้นที่ประสบอุทกภัย
จึงเกิดคำถามที่น่าสนใจว่า...
หากบ้านหรืออาคารติดตั้ง Solar Rooftop อยู่แล้ว เมื่อเกิดน้ำท่วมหรือไฟฟ้าดับ จะยังสามารถใช้ไฟฟ้าได้หรือไม่?
คำตอบคือ ขึ้นอยู่กับประเภทของระบบ Solar Rooftop อุปกรณ์ที่ติดตั้ง และการออกแบบระบบสำรองพลังงานให้เหมาะสมกับการใช้งาน
1. Solar On-Grid ช่วยลดค่าไฟ แต่ไม่ใช่ระบบสำรองไฟเมื่อไฟดับ
Solar On-Grid เป็นระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ที่เชื่อมต่อกับระบบจำหน่ายไฟฟ้าของการไฟฟ้า นิยมติดตั้งในบ้านพักอาศัย อาคารสำนักงาน และสถานประกอบการที่ต้องการลดต้นทุนด้านพลังงาน
ระบบจะนำพลังงานแสงอาทิตย์มาผลิตเป็นไฟฟ้าสำหรับใช้งานภายในอาคารในช่วงกลางวัน ช่วยลดปริมาณการซื้อไฟฟ้าจากการไฟฟ้า และลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานในระยะยาว
อย่างไรก็ตาม เมื่อเกิดเหตุการณ์ไฟฟ้าดับ ระบบ Solar On-Grid ทั่วไปจะหยุดจ่ายไฟอัตโนมัติ แม้ในขณะนั้นแผง Solar จะยังได้รับแสงอาทิตย์ก็ตาม
เนื่องจากระบบมีมาตรการป้องกันการจ่ายไฟย้อนกลับเข้าสู่โครงข่ายไฟฟ้า (Anti-Islanding Protection) เพื่อความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ที่กำลังปฏิบัติงานซ่อมแซมระบบไฟฟ้า
ดังนั้น การติดตั้ง Solar On-Grid เพียงอย่างเดียว ไม่ได้หมายความว่าบ้านจะสามารถใช้ไฟฟ้าต่อไปได้เมื่อไฟจากการไฟฟ้าดับ
2. Solar Hybrid + Battery ทางเลือกสำหรับการสำรองพลังงานในสถานการณ์ฉุกเฉิน
สำหรับบ้าน อาคาร หรือธุรกิจที่ต้องการเพิ่มความพร้อมด้านพลังงาน สามารถพิจารณาระบบ Solar Hybrid ที่ทำงานร่วมกับ Battery Energy Storage หรือระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่
ระบบดังกล่าวสามารถนำพลังงานไฟฟ้าที่ผลิตได้จากแสงอาทิตย์มาเก็บไว้ในแบตเตอรี่ และเมื่อมีการติดตั้ง Inverter พร้อมฟังก์ชัน Backup และอุปกรณ์ที่เหมาะสม ก็สามารถออกแบบให้จ่ายไฟไปยังวงจรสำรองที่กำหนดไว้ในช่วงไฟฟ้าดับได้
ตัวอย่างอุปกรณ์ที่สามารถกำหนดให้เป็น Backup Load ได้แก่
- ไฟส่องสว่างภายในบ้าน
- Wi-Fi Router และอุปกรณ์อินเทอร์เน็ต
- โทรศัพท์มือถือและอุปกรณ์สื่อสาร
- ตู้เย็นสำหรับเก็บรักษาอาหาร
- พัดลมและอุปกรณ์ไฟฟ้าพื้นฐาน
- คอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์ที่จำเป็นต่อการดำเนินงาน
อย่างไรก็ตาม ระยะเวลาในการสำรองไฟจะขึ้นอยู่กับความจุของแบตเตอรี่ ปริมาณพลังงานคงเหลือ กำลังไฟฟ้าของอุปกรณ์ และรูปแบบการใช้งานจริง
ข้อมูลจาก U.S. Department of Energy ระบุว่า การทำงานร่วมกันระหว่าง Solar Energy และ Energy Storage สามารถช่วยเพิ่มความสามารถในการรับมือกับเหตุการณ์ที่ระบบไฟฟ้าหลักขัดข้อง และสนับสนุนการจ่ายพลังงานให้กับอุปกรณ์ที่จำเป็นได้เมื่อมีการออกแบบระบบอย่างเหมาะสม
ข้อควรทราบ: แม้ Solar Hybrid + Battery จะมีระบบสำรองไฟ แต่ไม่ควรเปิดใช้งานหากอุปกรณ์ไฟฟ้าหรือพื้นที่ใช้งานได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมโดยยังไม่ได้รับการตรวจสอบด้านความปลอดภัยจากผู้เชี่ยวชาญ
3. ติดตั้ง Solar Rooftop ในพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วม ต้องคำนึงถึงอะไรบ้าง?
การติดตั้ง Solar Rooftop ไม่ควรพิจารณาเพียงจำนวนแผง ขนาดกำลังผลิต (kW) หรือความสามารถในการประหยัดค่าไฟเท่านั้น แต่ยังต้องให้ความสำคัญกับสภาพพื้นที่และความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมด้วย
โดยเฉพาะอาคารที่ตั้งอยู่ในบริเวณน้ำท่วมซ้ำซาก หรือพื้นที่ที่มีความเสี่ยงจากฝนตกหนักและน้ำรอการระบาย
U.S. Department of Energy ได้เผยแพร่แนวทาง Preventing and Mitigating Flood Damage to Solar Photovoltaic Systems ซึ่งให้ความสำคัญกับการประเมินพื้นที่และการออกแบบตำแหน่งติดตั้งอุปกรณ์ เพื่อลดความเสียหายจากน้ำท่วม
แนวทางสำคัญที่ควรพิจารณา ได้แก่
1. ติดตั้ง Inverter และอุปกรณ์ไฟฟ้าให้พ้นระดับน้ำท่วมที่คาดการณ์
ควรเลือกตำแหน่งติดตั้งอุปกรณ์ให้เหมาะสมกับลักษณะพื้นที่ โดยคำนึงถึงประวัติระดับน้ำท่วมและความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต
2. วางแผนตำแหน่งติดตั้ง Battery ให้เหมาะสม
แบตเตอรี่ควรติดตั้งตามข้อกำหนดของผู้ผลิต อยู่ในพื้นที่ที่ปลอดภัยจากน้ำ และมีสภาพแวดล้อมเหมาะสมต่อการใช้งาน
3. ออกแบบระบบสายไฟและท่อร้อยสายอย่างปลอดภัย
ควรคำนึงถึงทิศทางการไหลของน้ำ รวมถึงลดความเสี่ยงที่น้ำจะเข้าสู่ตู้ควบคุมและอุปกรณ์ไฟฟ้าผ่านแนวท่อร้อยสาย
4. ตรวจสอบระบบก่อนกลับมาใช้งานหลังน้ำลด
หากอุปกรณ์ Solar หรืออุปกรณ์ไฟฟ้าถูกน้ำท่วม ไม่ควรสัมผัส เปิดสวิตช์ หรือพยายามเริ่มใช้งานระบบด้วยตนเอง และควรให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบความเสียหายก่อนทุกครั้ง
สำหรับอุปกรณ์ที่ถูกน้ำท่วมจนจม อาจจำเป็นต้องเปลี่ยนอุปกรณ์ตามระดับความเสียหายและข้อกำหนดของผู้ผลิต
การให้ความสำคัญกับความปลอดภัยตั้งแต่ขั้นตอนออกแบบ จะช่วยลดความเสี่ยงต่อทรัพย์สินและเพิ่มความพร้อมในการใช้งานระบบในระยะยาว
4. ประโยชน์ของ Solar Rooftop มากกว่าแค่การลดค่าไฟ
แม้ประโยชน์หลักของ Solar Rooftop จะเป็นการช่วยลดต้นทุนด้านพลังงาน แต่เมื่อมีการออกแบบระบบให้สอดคล้องกับความต้องการใช้งานจริง Solar Rooftop ยังสามารถเป็นส่วนหนึ่งของการวางแผนบริหารจัดการพลังงานในสถานการณ์ฉุกเฉินได้อีกด้วย
แนวคิดนี้เรียกว่า Energy Resilience หรือความสามารถในการรับมือกับเหตุการณ์ที่ระบบพลังงานหลักเกิดการขัดข้อง และช่วยรักษาความต่อเนื่องของการใช้พลังงานที่จำเป็น
โดยสามารถพิจารณาเลือกระบบให้เหมาะกับวัตถุประสงค์ ดังนี้
ความต้องการใช้งานระบบที่ควรพิจารณาต้องการลดค่าไฟในช่วงกลางวันSolar On-Gridต้องการลดค่าไฟพร้อมระบบกักเก็บพลังงานSolar Hybrid + Batteryต้องการสำรองไฟในช่วงไฟฟ้าดับSolar Hybrid + Battery พร้อมระบบ Backup ที่ออกแบบอย่างเหมาะสมอาคารหรือธุรกิจที่ต้องการความต่อเนื่องในการใช้พลังงานระบบ Solar ร่วมกับ Energy Storage และการวางแผนบริหารโหลดที่จำเป็น
การเลือกเทคโนโลยีให้เหมาะสมจึงมีความสำคัญไม่น้อยไปกว่าการเลือกขนาดกำลังผลิต เพราะแต่ละบ้านและอาคารมีพฤติกรรมการใช้ไฟฟ้า รวมถึงข้อจำกัดของพื้นที่แตกต่างกัน
5. วางแผนพลังงานตั้งแต่วันนี้ เพื่อความพร้อมในระยะยาว
เหตุการณ์น้ำท่วมและไฟฟ้าดับสะท้อนให้เห็นว่า การบริหารจัดการพลังงานไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือนเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้องกับความปลอดภัย ความต่อเนื่องในการใช้ชีวิต และการดำเนินธุรกิจ
สำหรับผู้ที่กำลังวางแผนติดตั้ง Solar Rooftop การประเมินความต้องการใช้พลังงาน ตำแหน่งติดตั้งอุปกรณ์ และความจำเป็นในการใช้ระบบสำรองไฟตั้งแต่ต้น จะช่วยให้สามารถเลือกระบบที่เหมาะสมกับการใช้งานได้มากยิ่งขึ้น
Solar Rooftop จึงไม่ได้เป็นเพียงทางเลือกในการลดค่าไฟ แต่เมื่อได้รับการออกแบบอย่างเหมาะสม ยังสามารถเป็นส่วนหนึ่งของการเพิ่มความพร้อมด้านพลังงานให้กับบ้านและธุรกิจในอนาคตได้อีกด้วย
Nexza Solar | ออกแบบพลังงานให้เหมาะกับทุกความต้องการ
Nexza Solar ให้บริการสำรวจ ออกแบบ และติดตั้งระบบ Solar Rooftop สำหรับบ้านพักอาศัยและธุรกิจ โดยคำนึงถึงพฤติกรรมการใช้ไฟฟ้า ลักษณะพื้นที่ ประสิทธิภาพการผลิตพลังงาน และความปลอดภัยของระบบ เพื่อให้การลงทุนด้านพลังงานตอบโจทย์การใช้งานในระยะยาว
สนใจติดตั้ง Solar Rooftop หรือต้องการประเมินขนาดระบบที่เหมาะสม?
ส่งบิลค่าไฟให้ Nexza เพื่อรับคำปรึกษาและประเมินขนาดระบบเบื้องต้น ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย
🕐 เวลาทำการ 08.00 - 18.00 น.
☎️ 02 642 1199 หรือ 095 437 7150
💬 LINE OA: @nexzasolutions
📩 Facebook: Nexza
แหล่งข้อมูลอ้างอิง (References)
1.Provincial Electricity Authority (PEA)
PEA เฝ้าระวังสถานการณ์น้ำท่วม ดูแลระบบไฟฟ้าเพื่อความปลอดภัย
ข้อมูลเกี่ยวกับการตรวจสอบระบบจำหน่ายไฟฟ้า และมาตรการความปลอดภัยในพื้นที่ประสบอุทกภัย
https://www.pea.co.th/news/corporate-news/2466
2.U.S. Department of Energy (DOE)
Solar and Resilience Basics
อธิบายบทบาทของ Solar Energy ในการเพิ่มความพร้อมด้านพลังงาน ข้อจำกัดของ Solar ที่เชื่อมต่อกับโครงข่ายไฟฟ้า และการทำงานร่วมกับระบบ Battery Storage
https://www.energy.gov/cmei/systems/solar-and-resilience-basics
3.U.S. Department of Energy (DOE)
Solar Integration: Solar Energy and Storage Basics
ข้อมูลเกี่ยวกับการกักเก็บพลังงานแสงอาทิตย์ และบทบาทของ Battery Storage ในระบบพลังงานไฟฟ้า
https://www.energy.gov/cmei/systems/solar-integration-solar-energy-and-storage-basics
4.U.S. Department of Energy (DOE)
Preventing and Mitigating Flood Damage to Solar Photovoltaic Systems
แนวทางป้องกันและลดความเสียหายของระบบ Solar PV จากน้ำท่วม การประเมินพื้นที่เสี่ยง และการออกแบบตำแหน่งติดตั้งอุปกรณ์ไฟฟ้าอย่างเหมาะสม
https://www.energy.gov/cmei/femp/preventing-and-mitigating-flood-damage-solar-photovoltaic-systems
หมายเหตุ: บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อเผยแพร่ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับ Solar Rooftop และการบริหารจัดการพลังงานในสถานการณ์น้ำท่วม การเลือกใช้ระบบและการติดตั้งอุปกรณ์ควรได้รับการประเมินโดยวิศวกรหรือผู้เชี่ยวชาญที่เกี่ยวข้อง โดยคำนึงถึงข้อกำหนดด้านความปลอดภัยและสภาพพื้นที่จริง